วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

Pathologie végétale


Pomme de terre infectée

La pathologie végétale ou phytopathologie est la science qui étudie les maladies des plantes, surtout des plantes cultivées.
La distinction entre une maladie et un problème d'ordre physiologique n'est pas toujours facile à faire. À la fin de cet article est placée une énumération de problèmes physiologiques pouvant être confondus avec des maladies
Les maladies des plantes sont dues à des organismes (animaux,
bactéries, virus, algues, champignons, …) qui sont normalement présents et souvent en grande quantité dans leur environnement, parfois même des organismes utiles ou symbiotes à la plante.
Ils ne deviennent pathogènes que dans certaines circonstances.On les regroupe sous l'appellation : organismes phytopathogènes

Botanique


Pinguicula grandiflora

La botanique est la science consacrée à l'étude des végétaux (grec : βοτάνη « herbe, plante »). Elle présente plusieurs facettes qui la rattachent aux autres sciences du vivant.
La botanique générale recouvre la
taxinomie (description des caractères diagnostiques et différentiels), la systématique (dénombrement et classification des taxons dans un certain ordre), la morphologie végétale (décrivant les organes ou parties de la plante), l'histologie végétale, la physiologie végétale, la biogéographie végétale et la pathologie végétale. Certaines disciplines, comme la dendrologie, sont spécialisées sur un sous-ensemble des végétaux.
La connaissance fine des végétaux trouve des applications dans les domaines de la
pharmacologie, de la sélection et de l'amélioration des plantes cultivées, en agriculture, horticulture, sylviculture.

Protista


Protista (Protistes)

Les protistes sont une subdivision (ou règne) des eucaryotes.
On distingue, selon le système de classification conventionnel en cours, deux types de cellules, ayant des différences significatives au niveau de la structure et de la fonction. Les procaryotes sont les cellules les plus petites, et les moins élaborées. Ces cellules simples composent les organismes du domaine des bactéries.
Les eucaryotes, considérablement plus grosses (analogie : fourmi-humain), sont les composantes du domaine eucaryote, qui comprend les règnes suivants :
Végétal : Organismes multicellulaires ayant la caractéristique de générer, à la manière d’une usine, leur propre nourriture.
Eumycète : Organismes multicellulaires qui comme les champignons, décomposent la matière organique pour y retrouver les nutriments.
Animal : Organismes multicellulaires qui ingèrent d’autres organismes.
Protiste : Règne formé d’organismes eucaryotes unicellulaires et d’organismes multicellulaires simples qui leur sont apparentés.
Les archéobactéries composent le troisième domaine de la classification. Elles présentent au moins autant de caractéristiques propres aux eucaryotes, qu’aux cellules procaryotes. On les retrouve dans des endroits hôtes de concentrations extrêmes, tels entre autres les lacs salés.

Passériformes

Passereaux

L'ordre des Passériformes est le plus grand de la classe des oiseaux : plus de la moitié des espèces d'oiseaux sont en effet des passereaux.
Autrefois appelés oiseaux percheurs ou oiseaux chanteurs (ce qui est moins approprié), les passériformes sont parmi les
vertébrés qui ont le plus de succès : il y en a environ 5.900 espèces, soit à peu près le double du nombre d'espèces de l'ordre le plus vaste parmi les mammifères, les rongeurs.
Le groupe est nommé d'après le nom
latin du moineau domestique, Passer domesticus.
Seules certaines variétés de passériformes sont reconnues comme
domestiques par la législation française dans la liste officielle du ministère de l'Environnement.

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

Queen Victoria(1819-1901)



Victoria (1819-1901), Queen of the United Kingdom of Great Britain and Ireland, and (since 1876) Empress of India. She was the only child of George III's fourth son Edward, Duke of Kent. Throughout the early years of her reign she was influenced by Lord Melbourne, prime minister in 1834, 1835-1841. In 1840, she married Prince Albert of Saxe-Coburg-Gotha. Their marriage was happy and they had four sons and five daughters: Victoria, the Princess Royal, who married Frederick III of Germany; Albert Edward, afterwards Edward VII; Alice, who married the Duke of Hesse; Alfred, Duke of Edinburgh and of Saxe-Coburg-Gotha; Helena, who married Prince Kristian of Schleswig-Holstein; Louise, who married the Marquis of Lorne; Arthur, Duke of Connaught; Leopold, Duke of Albany; and Beatrice, who married Prince Henry of Battenberg. She was strongly influenced by her husband, with whom she worked in closest harmony; after his death the stricken queen went into lengthy seclusion, which brought her temporary unpopularity. But with the adventurous Disraeli administrations, vindicated by the queen's recognition as Empress of India, Victoria rose high in her subjects' favour.
Albert, Prince Consort to Queen Victoria (1819-1861) married to Queen Victoria. He was the younger son of the Duke of Saxe-Coburg-Gotha, and Louisa, daughter of the Duke of Saxe-Coburg-Altenburg. He got his education in Brussels and Bonn. In 1840 he married his first cousin, Queen Victoria. In 1857, he was given the title of Prince Consort. He died of typhoid in 1861.
Albert Edward, Prince of Wales (1841-1910), later Edward VII, eldest son of Queen Victoria and Prince Albert, King of Great Britain and Ireland from 1901.
Princess Alice Maud Mary (1843-1878) British princess, the second daughter of Queen Victoria. In 1862 she married Prince Louis of Hesse-Darmstadt (1837-1892), who later became the Grand Duke. Her youngest daughter Alexandra (Alix) married Nicholas II of Russia and became Tzarina Alexandra Fedorovna; she was executed by the bolsheviks in 1918 with her husband and children.

ศิลปะภาพเปลือยในแบบเรอนัวร์,Renoir's Nudes(1)



ปิแอร์ โอกุสต์ เรอนัวร์(Pierre-Auguste Renoir)ชาวฝรั่งเศส เกิดที่เมืองลีมอช(Limoges) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คศ.1841 เป็นบุตรคนที่ 6 ในบรรดาลูกทั้ง 7 คนของ เลโอนาร์ด เรอนัวร์(1799-1874)กับ มาร์เกอริต แมร์เล(1807-1896) บิดาของเขาเป็นช่างตัดเสื้อ มีรายได้แบบคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป พอเขาอายุ 4 ขวบ ครอบครัวก็อพยพมาอยู่ที่ปารีสและเข้าฝึกงานในโรงงานผลิตเครื่องลายครามเมื่ออายุ 13 ปี ก่อนจะมาเป็นช่างเขียนภาพถ้วยชาม โดยได้เงินค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ เพราะมีใจรักการเขียนภาพมาตั้งแต่เด็กๆ จากความฝังใจในวัยเยาว์จึงดลบันดาลให้ภาพเขียนมีลักษณะสว่างสดใส ประกอบด้วยเงามืดบางๆ เกลี้ยงเกลา และเรียบง่ายแบบกระเบื้อง อันมีอิทธิพลต่องานจิตรกรรมของเขาในเวลาต่อมา


ในบรรดากลุ่มเพื่อนศิลปิน(โคล้ด โมเน่ต์,อัลเฟรด ซิสลี่ย์,เฟรเดริค บาซี่ย์..)เขียนภาพแนวประทับใจ,อิมเพรสชั่นนิสม์(impressionism) นอกจากเรอนัวร์แล้วแทบจะไม่มีใครวาดภาพนู้ดเลย จึงควรที่จะนำผลงานศิลปะภาพเปลือยหญิงสาวในแบบฉบับของเรอนัวร์มาพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ภายหลังจากยุคเสื่อม,ตกต่ำของศิลปะโรแมนติค ซึ่งนิยมวาดภาพเหมือนจริง ได้เกิดลัทธิการสร้างงานศิลปะแบบใหม่ขึ้น โดยได้รับความนิยมชื่นชมอย่างเงียบๆทีละเล็กละน้อย ศิลปินผู้ริเริ่มศิลปะแบบนี้ค่อนข้างคุ้นหน้าค่าตากันในปัจจุบัน คือพวกที่แต่งตัวเรียบง่าย,ออกจะดูโทรมมากกว่าเป็นผู้ดี มีจานสีกับพู่กันในมือ ตั้งผืนผ้าใบวาดภาพอยู่ตามมุมต่างๆในเมือง,ริมถนนหรือลานโบสถ์ ปราศจากผู้คนสนใจ





  1. ถ้าเราได้พบคนเหล่านี้และเดินเข้าไปดูภาพที่เขาวาดจะมีลักษณะสีสันผิดแผก แตกต่างจากที่เราเคยเห็น ภาพที่วาดขึ้นต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล,ชุดเสื้อผ้าหรือองค์ประกอบแวดล้อม เช่น ต้นไม้,ลำธาร,ท้องฟ้า ไม่ได้มีเส้นสายสีสันละเอียดเหมือนจริงตามสายตาเรา ภาพเหล่านั้นมักจะไม่ได้ร่างขอบรูปของแบบไว้ก่อน จังหวะการลงสีพู่กันปาดไปมาอย่างรวดเร็วไม่พิถีพิถัน สีที่ใช้บางครั้งสดใสโทนแม่สี โดยแทบไม่ผสมในจานสีมาก่อน ภาพคนก็เพียงแต่มองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ลงขอบเส้นใบหน้า,คิ้ว,ดวงตา อย่างชัดเจน ท้องฟ้า,แม่น้ำ,ลำธาร ใช่จะปรากฏสีฟ้าและก้อนเมฆ,คลื่น ละอองน้ำสีขาว กลับแซมด้วยริ้วรวงสีแดง,เหลือง ของแสงแดดสะท้อนเข้ามา งานศิลปะที่มุ่งบันทึกภาพชีวิตผู้คน สถานที่ต่างๆและภาพธรรมชาติอย่างคร่าวๆ ใช้สีตามใจของศิลปิน จับจังหวะความประทับใจเข้าถึงอารมณ์ของภาพในช่วงเวลาสั้นๆ เท่าที่ตามองเห็น รูปแบบการวาดภาพสไตล์นี้คือที่มาของ ลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์(Impressionism)



  2. ชีวิตของเรอนัวร์มีหลายสิ่งอย่างอย่างที่น่าศึกษา เหมือนงานศิลปะของเขา เขาแสดงออกถึงความมีพรสวรรค์และอัจฉริยภาพ ในการทำงานศิลป์มาตั้งแต่สมัยเขียนภาพประกอบผิวกระเบื้อง ถ้วยชาม,แจกันในโรงงานผลิตเครื่องลายคราม โดยตั้งใจแต่แรกว่าจะต้องเป็นศิลปินให้ได้ จึงอดทนเจียดเงินส่วนหนึ่งไว้เข้าศึกษา ในโรงเรียนศิลปะชั้นสูงแห่งกรุงปารีส หรือ ปารี เซกอล เดส์ โบ-ซาร์ท(Paris Ecole Desbeaux-Arts) เขาศึกษาการทำงานศิลปะต่างๆอยู่ในสตูดิโอของ ชาร์ลส์ เกลออีร์ ด้วยความอุตสาหะและอุทิศตนเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้เขาจึงได้รู้จักคบหากับนักศึกษาที่มีความตั้งใจจริงเหมือนกัน และเป็นศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ที่มีชื่อเสียง ในเวลาต่อมาหลายคน คนหนึ่งที่สนิทกันมากและมีอิทธิพลต่องานในช่วงแรกๆของเขาด้วยก็คือ โคล้ด โมเน่ท์(Claude Monet)


  3. สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการสร้างงานของเรอนัวร์ มาจากความประทับใจที่เขาได้มีโอกาสไปชมภาพเขียนเก่าๆในสมัย โรโกโก และ นีโอคลาสสิค(เป็นศิลปะปลายสมัยบาโร้กของยุโรป ภาพทิวทัศน์จะมีแสงสว่างนุ่มนวล และมีบรรยากาศราวกับความฝัน ร่างกายมนุษย์จะอ่อนช้อย หญิงสาวมีผิวเนียนแดงระเรื่อ สอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นสูง ศิลปะชนิดนี้เสื่อมความนิยมไปพร้อมกับ การล่มสลายของราชวงศ์ บูร์บอง และการปฏิวัติของฝรั่งเศสใน ค.ศ.1789)ประกอบกับประสบการณ์ รับจ้างเขียนภาพบนพัดของสตรีและธงของโบสถ์ ซึ่งนักสอนศาสนานำไปใช้ในต่างประเทศ(ภายหลังโรงงานผลิตเครื่องลายครามเลิกจ้าง เพราะใช้เครื่องจักรพิมพ์ภาพลงบนถ้วยจานแทนช่างฝีมือ) การลอกภาพเขียนของจิตรกรสมัยโรโกโกนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าช่วยเสริมทักษะในการใช้พู่กันเขียนภาพของเขามากขึ้น ที่พิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์(Louvre) ซึ่งเรอนัวร์มีโอกาสเดินทางไปบ่อยๆ เนื่องจากเขารู้จักกับศิลปินคนหนึ่งที่มีสตูดิโออยู่ใกล้ๆที่ฝึกงานของเขา ศิลปินคนนี้ต้องเดินทางไปที่ ลูฟวร์ หลายครั้งหลายหน เขาได้ชักนำเรอนัวร์ศึกษาและเกิดความประทับใจกับ ผลงานของศิลปินฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 18 เช่น บูเชร์,วัตโต และ ฟราโกนาร์ด อิทธิพลของงานเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในช่วงท้ายๆ ของการสร้างงานของเรอนัวร์อย่างเห็นได้ชัด..

"ทุกวันนี้...ผู้คนพยายามจะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าใครสามารถอธิบาย ภาพเขียน ได้ภาพนั้น ก็จะไม่เป็นงานศิลปะอีกต่อไป...ผมจะบอกให้นะว่า คุณสมบัติ อะไรที่สำคัญสำหรับงานศิลปะที่แท้จริง?ภาพเขียนต้องไม่สามารถบรรยายได้...มิอาจลอกเลียนแบบได้งานศิลปะต้องจับคนดูไว้ โอบล้อมเขา และ นำพาเขาล่องลอยไป ศิลปินจะใช้ภาพเขียนเป็นเครื่องมือสื่ออารมณ์ของเขา...เป็นพลังอันเริงแรงที่เขาเปล่งรัศมีออกมา และดึงดูดผู้ชมให้สัมผัสอารมณ์ของเขา..."ปิแอร์ โอกุสต์ เรอนัวร์Pierre Auguste Renoir1841-1919






LA BOUM/วัยอลวน


1.
วิค(โซฟี่ มาร์โซ)สาวน้อยวัย 13 ปี มีคุณพ่อคือฟรังซัวร์เป็นทันตแพทย์,คุณแม่คือมาริตองค์เป็นนักเขียนการ์ตูน ในช่วงระหว่างเปิดเทอมและครอบครัวของเธอเพิ่งย้ายมาอยู่ในเมืองนี้ใหม่ใหม่จึงวุ่นวายน่าดู เธอแทบไม่รู้จักใครขณะมุงดูบอร์ดประกาศรายชื่อนักเรียนมัธยมต้นแยกประจำห้องของแต่ละชั้น ก็คงจะเหมือนบ้านเราที่แบ่งเป็นห้องคิงและควีน สำหรับเด็กเรียนเก่งพอขึ้นม.2 หรือม.3 ก็สลับที่แข่งกันขึ้นมา แล้ววิคก็ได้รู้จักเพมีโล้ปเพื่อนหญิงร่วมชั้น เธอมีน้องสาวสุดแสบเรียนระดับประถมชื่อซาแมนต้า(โคตรตลก)ซึ่งมักจะทำตัวเป็นลูกแหง่ง เกาะติดพี่สาวแจจนน่ารำคาญ เป็นธรรมดาของเด็กวัยรุ่น(เอ๊าะๆ) ก็มักจะให้ความสำคัญกับเพศตรงข้าม คุยกันจ้อว่ามีใครมาปิ๊งบ้าง มาสนใจอ่ะเปล่า จนอาจารย์ประจำวิชารำคาญ วิคเลือกเรียนเอกวิชาภาษาเยอรมัน ส่วนเพมีโล้ปเพื่อนใหม่เลือกเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสคงเป็นเด็กสายศิลป์ทั้งคู่ ตอนเย็นเลิกเรียนยายทวดของวิค(แม่ของแม่ของแม่...จะเข้าใจมั้ยนี่)ขับรถมารับ ดูเหมือนยายทวดจะเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจน้อยๆของหนูวิคได้เป็นอย่างดี ยายทวดก็อดเล่าความหลังให้ฟังไม่ได้ว่า เมื่อยายยังเป็นวัยรุ่นน่ะหลานเอ๊ย ยายก็เคยลุ่มหลงหนุ่มดีไซน์เน่อร์อยู่พักนึงเหมือนกันง่ะ
2. ด้านฟรังค์ซัวร์(พ่อ)ยังง่วนอยู่กับการจัดอุปกรณ์ทำฟันให้เข้าที่เข้าทางในคลินิก ส่วนมาริตองค์(แม่)ก็หอบผลงานภาพวาดการ์ตูนไปเสนอสำนักพิมพ์ ระหว่างสัมภาษณ์งาน วิคอุตส่าห์โทรไปหาถึงที่เพื่อขออนุญาตไปงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อนผู้ชายร่วมโรงเรียน ทำให้มาริตองค์หงุดหงิดปฏิเสธไป เช่นเดียวกับบอกอสำนักพิมพ์ที่กล่าวกับเธอว่า การ์ตูนเธอน่ะแค่ตลกแบบพื้นๆ เอาแบบล้อเลียนการเมืองน่ะมีมะ มาริตองค์ไม่ถึงกับหมดหวังบอกว่าจะรีบเอามาให้ดูใหม่่ ฟรังซัวร์กำลังจะเลิกงานที่คลินิกตอน 17 น.ก็เจอกับคู่ขาเก่า(ชู้รัก)ช่างเสริมสวย แอบมาตามรังควาญจนเจอ แถมนัดไปทบทวนความหลังที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จนฟรังซัวร์ปฏิเสธไม่ได้กลัวโดนแฉปะเดี๋ยวครอบครัวพัง พอเขากลับมาถึงบ้านช้าทำทีเป็นโมโหกลบเกลื่อน ไม่ได้สนใจวิคที่พยายามอ้อนวอนขอไปงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดเพื่อน จะจัดขึ้นวันเสาร์ตอน 2 ทุ่ม ที่บ้านราอูล พ่อกับแม่วิคซึ่งคงเครียดกับงานมาทั้งคู่ถึงกับซักไซ้รไล่เรียงเอาเป็นเอาตาย ว่ารู้จักกันสนิทแค่ไหน แล้วงานจะเลิกกี่โมง ทำเอาวิคระเบิดอารมณ์โวยวายที่ถูกขัดใจ ประกอบกับตัวเองก็ยังหาเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ไปงานไม่ได้ด้วย จึงเก็บความอัดอั้นตันใจมาปรึกษายายทวด และก็ไม่ผิดหวังกับคำแนะนำที่ให้วิคหาจังหวะ ขณะคุณพ่อหรือแม่อารมณ์ดีๆซะก่อนค่อยตะล่อม สุดท้ายมาริตองค์ก็พาวิคไปลองซื้อเสื้อผ้าวัยรุ่นสุดเดิ้ร์นใส่ไปอวดเพื่อนๆกัน
3.
วันงานพ่อกับแม่ขับรถพาลูกสาวไปส่ง วิคกลัวเพื่อนจะล้อว่ายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต จึงบอกให้ท่านส่งเธอลงห่างๆสายตาใคร เปิดประตูเข้าไปชั้นล่าง แรกทีเดียววิคยังเก้ๆกังๆไม่กล้าขึ้นไปร่วมงานชั้นบน งานเลี้ยงสนุกสนานตามประสา มีเต้นรำเหมือนในดิสโก้เธคนั่นแหละ เนื่องจากยังไม่รู้จักใคร วิคได้แต่นั่งดูคนอื่นที่โซฟากับเพมีโล้ป สักหน่อยช่วงวิคนั่งอยู่คนเดียว เพื่อนชายผิวหมึกก็ย่องมาถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ราอูลแอบสนใจเธอ วิคทำหน้าเบ้ ตอบกลับว่ามีเพื่อนเธอ(เพมีโล้ป)แอบสนใจราอูลอยู่น่ะ ไอ้หมึกเลยกลับไปบอกราอูล เจ้าตัวก็ไม่แยแสอะไรจึงกลับมารายงานเพมีโล้ป ว่าวิคบอกว่าเธอสนใจราอูลแต่ราอูลไม่สนเธอหรอก ทำให้เพมีโล้ปไม่พอใจมาก ส่วนวิคพอถูกอ้างชื่อ และเป็นต้นเหตุให้เพื่อนเธอเสียหน้าจึงรีบออกมาจากงาน โทรศัพท์ให้พ่อแม่มารับ เผอิญจ๊ะเอ๋กับแมททิว(พระเอก)ที่แอบมาดูโทรทัศน์ถ่ายทอดกีฬาเบสบอล แค่ตาสบตารักแรกพบก็บังเกิดขึ้น.! วิคเปลี่ยนใจกลับไปเต้นรำในฟลอร์ทั้งจังหวะดิสโก้และแทงโก้ คงต้องการเรียกร้องความสนใจจากแมททิว และก็ได้ผลพอเธอกลับมาพักเหนื่อยดื่มน้ำมะนาว แมททิวก็เอาหูฟังซาวนด์อเบ๊าท์มาครอบ เพลงรักบัลลาด Reality กระหึ่มก้องลงไปถึงขั้วหัวใจ กลบเพลงเต้นรำในฟลอร์เสียสนิท แล้ววิคกับแมททิวก็สโลว์ซบโอบกอดเคลียคลอกันไปตามจังหวะเพลงนี้..!

4.
ฟรังค์ซัวร์พยายามปลีกตัวจากชู้รัก อ้างว่าดึกมากพอแล้วต้องรีบกลับบ้าน(โกหกมาดามมาริตองค์ว่ามีสัมนาช่วงหัวค่ำ) หล่อนยกโทรศัพท์โทรไปที่บ้านเขา แจ้งมาดามว่าฟรังค์ซัวร์ประสบอุบัติเหตุขาขวาหักไม่ต้องเป็นห่วง จากเธอหัวหน้าพยาบาล ทำให้ฟรังค์ซัวร์เดือดร้อนหนักยิ่งกว่าเดิม ต้องเรียกเอริคมาเข้าเฝือกที่ขาให้(ระหว่างรอเขาลงจากโรงแรมมาข้างล่าง ก็พบซาแมนต้าแอบทำตาหวานใส่และอุทานเบาๆว่าเซ็กซี่จังเลย) โดยหารู้ไม่ว่าขาที่เข้าเฝือกคือขาซ้าย! วิคมาดักเจอแมททิวขณะเลิกเรียนวิชาคณิตศาสตร์ช่วง 8.00-9.00 น. พอเจอก็ไม่กล้าเข้าไปทัก ฟรังค์ซัวร์เตี๊ยมเรื่องกับเอริคกลัวไม่สมจริงจึงขับรถของเขาออกไปชน ให้กันชนหน้าบู้บุบบิบ เพมีโล้ปบอกวิคว่าน้องสาวเธอ,ซาแมนต้าเห็นคุณพ่อวิควิ่งข้ามถนนวันอาทิตย์ (ฟรังค์ซัวร์บอกทางบ้านว่าเขาเกิดอุบัติเหตุวันเสาร์) วิคบอกคุณยายว่าแมททิวนัดดูหนังวันพุธ เขาอยากเรียนการโรงแรมและมีคุณพ่อเป็นกุ๊ก ยายเล่าอะไรบางอย่างเปรียบเปรยให้วิคฟัง "กาลครั้งหนึ่งยังมีหนุ่มซื่อรักสาวซ่าแต่ลงเอยแต่งงานกับสาวโง่" ซาแมนต้าอยากไปดูหนังกับเพื่อนๆของพี่สาวเนื่องจากอายุไม่ถึง 13 ปี จึงให้พวกเขาหิ้วปีกโผล่หน้าสูงกว่าเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วจึงผ่านเข้าไปดูหนังได้ แมททิวใช้แขนซ้ายโอบวิคไม่นานวิคก็เอียงคอซบแล้วจูบกันอย่างดูดดื่ม ไอ้หมึกแนะนำเพื่อนชายให้ยัดไอ้นั่นโผล่เข้าไปในถุงกระดาษ พอเพื่อนหญิงของเขาล้วงควานหาป๊อบคอร์น จะได้เซอร์ไพ้ร์ส แล้วก็ได้ผลเกินคาดกับ Dirty Joke แบบนี้(5..5..5)
5. ยายทวดแอบถ่ายรูปแมททิวไว้ให้วิคดูต่างหน้าเพื่อคลายความคิดถึง เวลาผ่านไปทั้งคู่ก็สนิทสนมคบหากันแบบแฟน ไปดูหนังด้วยกันบ่อยๆ มาดามมาริตองค์บอกฟรังค์ซัวร์ต้องทำกายภาพบำบัดขาจะได้แข็งแรง วิคพูดประชดแบบรู้ทันพ่อว่าแกล้งทำขาหักก็ดีเหมือนกัน วันหยุด(เสาร์)วิคไปเล่นสกี ฟรังค์ซัวร์ทนไม่ไหวผ่าเฝือกออกสารภาพผิดกับมาดาม เธอโกรธมากพายายทวดไปอาละวาดทุบข้าวของร้านเสริมสวยชู้รักฟรังค์ซัวร์ วิคกลับมาบ้านทางรถไฟ แม่บอกว่าแมททิวโทรมาหา และเธอจำต้องแยกกันอยู่กับพ่อสักเดือน ระหว่างที่ความรักของวิค-แมททิวดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น วันหนึ่งเพมีโล้ปโทรบอกวิคว่า แมททิวกำลังควงเพื่อนหญิงคนใหม่ชื่อลิเดียไปเที่ยวลานสะเก็ตให้วิคมาดูกับตา แม่โทรมาบ้านไม่เจอวิคจึงบอกพ่อให้ตามหา ฟรังค์ซัวร์จึงโทรไปบ้านเพื่อนสนิทของวิค เจอซาแมนต้ารับสายแทนบอกว่า วิคไปเที่ยวลานสะเก็ต ฟรังค์ซัวร์ตามมาถึงที่ วิคช้ำใจที่เห็นแมททิวควงคนใหม่เลยแกล้งประชดกอดจูบคุณพ่อของเธอให้แมททิวรู้สึกหึงซะบ้าง พอวิคกลับมาถึงบ้านก็ได้แต่แอบร้องไห้คนเดียว...
6.
วิคถูกห้ามออกจากบ้านไปดูหนัง ฟรังค์ซัวร์มาดักรอรับวิคที่โรงเรียนเจอแมททิวต่อว่าเป็นไอ้เฒ่าหัวงู หลอกนักเรียนมัธยมต้น(วิค)ไม่พอยังหลอกเด็กประถม(ซาแมนต้า)อีก ฟรังค์ซัวร์ยั้วตรงเข้าต่อยแมททิวทั้งคู่แลกหมัดกันชุลมุน เมื่อวิคมาพบจึงรี่เข้าไปห้ามปรามแยกคุณพ่อตัวเองออกมาถึงทำให้แมททิวรู้ตัวว่าเข้าใจผิด หลังจากนั้นวิคกับแมททิวจำต้องแยกห่างกัน โดยเขาจะไปหาพ่อที่อัมสเตอร์ดัม วิคเล่าให้ยายทวดฟังวัยรุ่นก็มีความรักแบบผู้ใหญ่ได้ นัดเจอกันริมชายหาด ขึ้นเตียงมีอะไรกัน แล้วก็กินยาคุม.!
ที่แกรนด์โฮเต็ล วิคโทรหาแมททิวบอกว่าเธอหนีออกจากบ้านมา แล้วนัดเจอที่หน้าคาสิโน เต้นรำด้วยกัน แมททิวย้ำลิเดียเป็นแค่เพื่อน จากนั้นพาวิคมาที่โกดังเก็บของ เป่าถุงนอน(เบาะ)แล้วถามเธอว่าพ่อแม่รู้เรื่องหรือเปล่าที่มา(คงไม่ใช่หนีท่านเพื่อมาหาเขา) วิคตอบเธอคิดถึงอยากมาอยู่ใกล้ๆ ทั้งคู่นอนซบกัน กำลังคิดจะ...เบาะที่นอนเกิดรั่วขึ้นมา แมททิวนึกขึ้นมาได้พรุ่งนี้ต้องรีบทำงานแต่เช้า ทำให้วิคน้อยใจที่เขาไม่ห่วงใยเธอทิ้งให้อยู่คนเดียว แมททิวโกรธไล่เธอกลับไปหาพ่อแม่และก็ไม่ต้องการให้เธอมาหาเขาถึงนี่ด้วย ขับมอเตอร์ไซคล์บึ่งออกไป ไม่วายย้อนกลับอีกครั้งแต่ก็ไม่เห็นวิคที่นั่นแล้ว เช้าในห้องพักโรงแรมขณะวิคอาบน้ำแต่งตัวนั่งคุยกับยายทวด บ๋อยมาเสริฟอาหาร พอเห็นหน้ากลายเป็นแมททิวทำให้วิครู้ความลับว่า ที่แท้เขาต้องทำงานหาเงินเป็นบริกรในโรงแรมนี่เอง(โถ..พระเอกเราทำไมถึงได้กระจอกอย่างนี้)
7.
ฟรังค์ซัวร์แอบรู้มาริตองค์กำลังนอกใจจึงพูดประชดประชัน เธอเลยไปอยู่กับเอริคจริงๆ แถมบอกด้วยว่าท้องได้ 2 เดือนแล้วและเตรียมไปฮันนีมูนกันที่แอฟริกา แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนใจไม่ทิ้งฟรังค์ซัวร์โดยยอมยกโทษให้เขา งานวันเกิดวิคแม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมเรียนมาน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับกร่อย แมททิวควงคู่กับลิเดียมาร่วมงานเช่นเคย ก่อนปลีกตัวมาเต้นรำกับวิค ราอูลพาเพื่อนชายแปลกหน้ามาร่วมงานด้วย วิครู้สึกประทับใจแต่แรกพบ(love at first sight..อีกแล้วมั้ง) จึงเปลี่ยนไปคลอเคลียเต้นรำด้วย พร้อมกับท่วงทำนองเพลงใหม่มาแทนที่ Reality ความรักในวัยรุ่นวัยอลวน(puppy love)ก็เป็นเช่นนี้เอง.. end

8.
ช่วงปิดภาคเรียนซัมเมอร์ วิคไปพักอยู่อพาร์ทเม้นต์ในฟาร์มชนบทชานเมืองของฝรั่งเศส ยายทวดโทรศัพท์มาหาชวนเธอมาเที่ยวงานเทศกาลที่สตาร์บรูกเยอรมันนีเพื่อฟังดนตรีคลาสสิกของโมสาท ยายทวดถามเธอว่าอายุเท่าไหร่แล้ว เธอตอบย่างเข้า 16 ปีและปีนี้ก็ยังไม่มีเดทกับหนุ่มคนไหน ทั้งคู่นั่งรถไฟกลับปารีส เจอคุณแม่อุ้มน้องชายวัย 1 ขวบ ชื่อลูก้าที่ชานชาลา มาดามมาริตองค์(แม่)บอกวิคว่าฟรังค์ซัวร์(พ่อ)ขลุกอยู่กับงานวิจัย ช่วงที่แม่ไปทำงานที่ออฟฟิศให้ฝากลูก้ากับแม่นมข้างบ้าน วิคย่างกรายเข้าบ้านได้ไม่กี่นาทีเพมีโล้ปเพื่อนร่วมชั้นก็โทรมาหา ชวนไปนอนค้างที่บ้านของหล่อนพร้อมกับเล่าเรื่องที่มีเดท(อึ๊บ)กับเพื่อนชาย แล้วชวนวิคไปดูหนังด้วยกัน พอวิคเปิดดูพาสปอร์ทเพื่อหาเงินที่ซ่อนไว้ก็พบว่าได้มาผิดอัน (เจ้าหน้าที่รถไฟคืนสลับกันกับคนอื่น)ทั้งคู่จึงไปตามหาพาสปอร์ทที่อยู่คนใหม่ ก็พบเจ้าของคือฟิลิปป์ ปาริเย่ ชายหนุ่มเจ้าของยิมเนเซี่ยม(ค่ายมวย)ชื่อเดียวกัน เพมีโล้ปแสดงความสนใจฟิลิปป์ออกนอกหน้า แสร้งทำไปเข้าชมรมบ๊อกซิ่งเพื่อจะได้รู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง แต่ฟิลิปป์กลับขอเบอร์โทรบ้านวิค นัดเธอดูคอนเสิร์ทคืนวันเสาร์สองต่อสอง พ่อแม่และลูกครอบครัวมาริตองค์ทานอาหาร(สปาเก็ตตี้)นอกบ้านด้วยกัน มาดามรู้สึกน้อยใจที่ฟรังค์ซัวร์เอาแต่ครุ่นคิดถึงงานวิจัยลืมสังเกตแม้กระทั่งว่า วันนี้เธอใส่ชุดกางเกงหรือกระโปรงมา ระหว่างที่วิคซ้อมเต้นบัลเล่ มาดามมาริตองค์จินตนาการเห็นวิคเป็นนักแสดงในบทบาทลีลาต่างๆ ระหว่างคุยกันประสาแม่กับลูกสาว เธอแนะนำวิคให้ปรึกษาสูตินารีแพทย์เรื่องการใช้ยาคุมกำเนิด อย่างน้อยก็รู้จักป้องกัน วิคบอกคุณแม่ไม่ต้องห่วง เธอเรียนรู้เรื่องนี้จากเพื่อนสนิทคือเพมีโล้ปอยู่แล้ว ฟรังค์ซัวร์ประสบความสำเร็จกับงานวิจัยได้ปริญญาเอกด้านทันตกรรม ไม่วายค้นคว้าวิจัยต่อ ระหว่างยกกรงหนู(ตะเภา)ผ่านหน้ามาดามทำให้เธอตกใจกรี๊ดขึ้นมา และน้องลูก้าร้องจ๊าก จนวิคต้องเอาหูฟังซาวนด์อะเบ๊าท์ครอบถึงเลิกงอแง เงียบเสียงเป็นปลิดทิ้ง(คงชอบฟังเพลงแฮะ ตัวแค่เนี้ย.!) งานคอนเสิร์ทหนุ่มสาวควงกันมาเป็นคู่ๆ วิคลืมนัดดูหนังกับเพื่อนร่วมชั้น(นายแว่น)เพราะมากับฟิลิปป์ ในช่วงที่เพลงร็อคบัลลาด"Your Eyes"จบลง ไฟดับมืดทุกคนชูไฟแช็คให้สว่างพร้อมตะโกน เอาอีกๆกระหึ่มจนนักดนตรีวิ่งกลับมาร้องเพลงนี้ใหม่อีกครั้ง วิคกับฟิลิปป์โอบกอดจูบกันอย่างดูดดื่ม ขากลับรีบขึ้นรถบัส กว่าจะรู้ว่าขึ้นผิดสายก็มาถึงปลายทางซะแล้ว(ไม่ใช่สายเดอแวงแซ) ฝนฟ้าตกกระหน่ำ ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายทั้งคู่วิ่งเข้าไปในตู้โทรศัพท์ กระเป๋าเงินวิคหาย ส่วนฟิลิปป์ก็มีเศษเหรียญแค่ 1 อัน วิคหยอดเหรียญโทรกลับบ้านไม่ติด(โดนตู้ดูดเงิน) ทั้งคู่ได้แต่จ้องตาหัวเราะอย่างขบขันให้กับความโชคไม่ดีที่ได้ประสบร่วมกัน.. 9.
ฟรังค์ซัวร์กลับเข้าบ้านก็ต้องประหลาดใจที่เห็นซาแมนต้ามานอนรอวิคที่โซฟา จึงขับรถพาเธอไปส่งที่บ้าน ตี 3 วิคมาเคาะประตูเรียกและขอเงินค่าแท็กซี่ ฟรังค์ซัวร์แอบดูจากผ้าม่านเห็นเพื่อนชายเธอรออยู่ข้างนอก รู้สึกโกรธที่ทำให้เขาและมาดามเป็นห่วง วิคพยายามอธิบายว่าทำไมเธอถึงกลับบ้านช้าและโทรมาบอกก่อนไม่ได้ พอฟรังค์ซัวร์คลายโมโหและเห็นลูกสาวร้องไห้จึงปลอบใจบอกให้รีบเข้านอน ที่โรงเรียน สเตฟาน(นายแว่น)ตัดพ้อต่อว่าวิค ที่เขาถูกหลอกให้รอเก้อหน้าโรงหนัง ช่วงหลังฟิลิปป์แวะเวียนเข้ามานั่งเล่นถึงในบ้านวิคได้ แม้จะมีว่าที่พ่อตา(คุมเชิง)ทำท่าหวงลูกสาวอยู่ในที ยายทวดแนะนำวิค เธอไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตัดสินใจรักใครขอให้คบกันนานๆก่อน เวลาว่างวิคกับฟิลิปป์ไปโยนโบว์ลิ่งด้วยกัน มาดามมาริตองค์โทรจากออฟฟิศไปที่ห้องแล็ปฟรังค์ซัวร์ บอกว่าทางสนพ.ให้เธอเทคแคร์บก.ญี่ปุ่นพาไปเที่ยวอิตาลี ฟรังค์ซัวร์เกิดความหึงตามมาฉุดกระชากบังคับเธอลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์เพื่อไปเที่ยว(ฮันนีมูนอีกครั้ง)ที่แอฟริกากับเขา สนามมวยคิกบ๊อกซิ่ง วิคมาคอยให้กำลังใจฟิลิปป์ขณะจะขึ้นชก แคทรีนและเฟรโด้เพื่อนเก่าก็มาลุ้นด้วยเช่นกัน แค่ยกเดียวฟิลิปป์ก็ถูกคู่ชกเตะลงไปนอนวัดพื้น แถมดั้งจมูกหักอีกต่างหาก วิคเห็นแคทรีนไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล เกิดไม่สบอารมณ์จึงฝากเพมีโล้ปเอาดอกไม้ไปให้ฟิลิปป์แทน หลังจากฟิลิปป์ออกจากโรงพยาบาลแล้วจึงนัดวิคไปงานรื่นเริงที่โรงเรียน วิคต้องเอาลูก้า,น้องตัวน้อยกับซาวนด์อะเบ๊าท์ไปฝากซาแมนต้าและเพมีโล้ปดูแลแทน ระหว่างเต้นรำกับฟิลิปป์ วิคถามเขาว่ายังรักเธอเหมือนเดิมมั้ย(วิคชักหวั่นไหว) เมื่อรู้พ่อแม่วิคยังไม่กลับ ฟิลิปป์จึงชวนเธอให้อยู่กับเขาทั้งคืน

10.
เที่ยงคืนพ่อและแม่วิคกลับมาถึงบ้านไม่เจอใคร จึงโทรตามที่บ้านเพื่อนสนิทซาแมนต้าตอบว่าไม่ทราบ แม่ของเพมีโล้ปเข้ามาห้องนอนลูกสาวจ๊ะเอ๋ลูก้าพอดี งานเลี้ยงที่โรงเรียนเลิก ฟิลิปป์พาวิคมาอพาร์ทเม้นต์วิคบอกเธอไม่เคยมีอะไรกับใคร และจะเป็นครั้งแรกกับเขา ก่อนนั้น 2ปีที่แล้วเธอก็เคยมีเดทกับเพื่อนชาย(แมททิว)แต่เขาก็จากไป โอกาสเอื้ออำนวยแต่ฟิลิปป์ทำกุญแจห้องหายต้องใช้ตัวพุ่งกระแทกให้ประตูเปิดเข้าไป กลับออกมาอีกทีวิคก็เดินลงบันไดหนีไปแล้ว(หมดอารมณ์) ถึงข้างล่างก็เจอฟรังค์ซัวร์กับมาดามมาริต๊องค์อุ้มลูก้ารออยู่ในรถรับวิคกลับบ้าน เธอพยายามอธิบายว่าไม่ได้เหลวไหลออกไปเที่ยวทุกคืนอย่างนี้ แต่ก็ทำให้พ่อแม่ผิดหวังกับการขาดความรับผิดชอบ เสียแรงไว้ใจให้ดูแลน้อง ที่โรงเรียน ระหว่างที่วิคคุยกับกลุ่มเพื่อนๆผู้หญิง ฟิลิปป์ก็แวะมาทักทาย วิคแซวว่าได้กุญแจห้องหรือยัง งานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อนร่วมโรงเรียนจัดอีกครั้งที่บ้านมาดิเย่ วิคมีโอกาสได้พบและเต้นรำกับแมททิวแฟนเก่าอีกครั้ง ฟิลิปป์รู้สึกหึง จังหวะเร็วของเพลงร็อคทำให้ทุกคนในงานสนุกสนาน สเตฟานกำลังปิ๊งเพื่อนหญิงคนใหม่(คงเลิกสนใจวิคแล้ว) ซาแมนต้าเปลี่ยนแผ่นเสียงเป็นเพลงช้า"Reality"ทำเอาหลายคนเบื่อ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น"Your Eyes" แล้วซาแมนต้าก็โอบกอดคลอเคลียเพื่อนชายคนใหม่ไปตามจังหวะเพลง ทำให้พี่สาว(เพมีโล้ป)หมั่นไส้ หลังจากนั้นเจอทั้งคู่แอบจูบกันยิ่งไม่พอใจมาก ซาแมนต้าโต้ว่าเธออายุ 13 แล้วนะไม่ใช่เด็กๆ แคทรีนชวนฟิลิปป์คุยแก้เหงา วิคหึงฟิลิปป์มั่งแกล้งประชดผละจากเต้นรำออกมายืนเท้าคางหน้าแป้นเปียโน ทำตาหวานกับหนุ่มนักดนตรี(หน้าตาหล่อกว่า Richard Claydermanหน่อยนึง)และเขาก็สนใจเธอซะด้วย.. ตอนท้ายของงานทุกคนร่วมเล่นเกมส์ยอดฮิต จับฉลากคัดเอา 3 คนสุดท้ายมาเล่น ฌอง ปิแอร์ สอบผ่านทำเวลาแค่ 5นาทีก็ไปโผล่ในห้องของฝั่งตรงข้าม ซาแมนต้ากับวิคต้องปลอมตัวเป็นโสเภณีเดินอ่อยเหยื่อให้แขกเรียก ซาแมนต้าใช้เวลา 3นาทีก็มีตาเฒ่าหัวงูจอดรถใกล้ๆถามเลียบๆเคียงๆจะชวนไป...ถึงคราววิคต้องแสดงความสามารถ ฟิลิปป์เข้ามาห้าม(รับไม่ได้) แต่วิคไม่แคร์ ระหว่างยืนอ่อยริมถนน วิคก็เจอแมงดาอ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาฉุดขึ้นรถ บังเอิญฟรังค์ซัวร์นั่งแท็กซี่ผ่านมาเจอจึงลงไปชกต่อย พอรู้ว่าแผนแตก เพื่อนๆของวิคที่แอบซุ่มดูต้องรีบเข้าไปช่วยห้ามปราม.. 11.
ฟรังค์ซัวร์กลับมาบ้านตอนดึก มาดามยังรอทานข้าวเย็นกับเขาอยู่ ทั้งคู่คุยกันเรื่องงาน มาริตองค์บอกเธอมีโครงการทำหนังการ์ตูนเรื่องยาวสัก 2 ปีกำลังฟอร์มทีมอาร์ทิสท์ ฟรังค์ซัวร์บอกเขาอาจย้ายไปทำงานที่ลียองเป็นเวลา 1-2 ปี(คงแยกกันอยู่เพราะออฟฟิศทั้งคู่ห่างกันไกล)ขอเวลาตัดสินใจ 15 วัน ตอนเลิกเรียน ฟอร์เดซาน(หนุ่มนักเปียโน)ขับรถมาดักรอวิค พร้อมขอนัดทานข้าวกับเธอวันเสาร์ ฟรังค์ซัวร์ทำฟันให้วิค ระหว่างนั้น ก็เปรยให้ฟังเรื่องครอบครัว การที่เขาต้องแยกกันอยู่กับมาดามไม่ใช่ความล้มเหลว การเรียนรู้อุปนิสัยใจคอคนรักไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากคือการเข้าใจกัน สเตฟานมาหาวิคที่บ้านขอนัดไปดูโอเปร่าของมอริส โกดูน้อฟวันเสาร์! รถไฟคงชนกันแน่หากแต่ยายทวดมาช่วยสับรางเพราะชอบโอเปร่า จึงอาสาไปแทนวิคทำเอาสเตฟานถึงกับหลับยาวจนโอเปร่าเลิก(คงเซ็งที่มากับคนแก่) ระหว่างทานข้าวอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆของฟอร์เดซาน วิคไม่สนุกอย่างที่คิดเลย อาจเพราะสังคมต่างวัยกันร่วม 10 ปี ขณะฟรังค์ซัวร์ขับรถพายายทวดไปงานแต่งงาน เธอบอกเขาการแยกกันอยู่กับมาดามบางครั้งก็แก้เบื่อได้ ฝ่ายฟิลิปป์ยังคิดถึงวิคอยู่เสมอใจลอยเขียนชื่อเธอจนเต็มหน้ากระดาษ มาดามมาริตองค์รู้สึกไม่สบายใจที่เห็นลูกสาวซึมไม่ร่าเริงเหมือนก่อน จึงออกไปรับหน้าสเตฟานที่มาหาถึงบ้าน บ่นเรื่องวิคผิดนัดกับเขาเป็นครั้งที่ 2 แล้วยื่นซองจดหมายให้ด้วย วิครายงานผลการเรียนกับฟรังค์ซัวร์ว่าคอร์สนี้เธอสอบได้ที่ 1 ได้ A กับ B แทบทุกวิชา วิคกับเพมีโล้ปช่วยแต่งหน้าซาแมนต้าก่อนแสดงเดี่ยวประกวดบัลเล่ให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งเธอก็ทำได้สำเร็จ เพมีโล้ปเล่าให้วิคฟังขณะนี้เธอเปลี่ยนใจหันมาควงเฟรโด้(เพื่อนซี้ฟิลิปป์) ส่วนฟิลิปป์กำลังสอบอยู่ บังเอิญเห็นซองจดหมายในหนังสือวิคจึงเปิดออกดูเจอกุญแจแนบมาดอกเดียว วิคเข้าใจว่าฟิลิปป์คงฝากสเตฟานมาให้ เธอรีบวิ่งตามไปหาเขาถึงอพาร์ทเม้นต์แต่ในห้องว่างเปล่า จึงตามไปถึงสถานีรถไฟและก็เจอเขาที่นั่น ฟิลิปป์รีบลงจากโบกี้โผเข้ากอดเธอ.. เราจะรู้คุณค่าของเงินต่อเมื่อเราเคยลำบากยากจน เราจะรู้คุณค่าของการมีสุขภาพดีต่อเมื่อเราเคยเจ็บป่วย เราจะรู้คุณค่าของความรักต่อเมื่อคนที่รักเราอย่างจริงใจได้พลัดพรากจากไป อย่าปล่อยให้สิ่งมีคุณค่าทั้งหลายหลุดลอยขณะเรายังมีโอกาสไขว่คว้าไว้ได้...